2007/Aug/16

ต่อจากฉบับที่แล้ว เราแต่งกลอนกันอยู่ กำลังจะเริ่ม revise แล้ว เริ่มเลยดีกว่า

โคล: เรามา revise เลยดีก่า ก่อนเข้าขั้นตอนนี้ แนะนำให้พักซักสองสามนาที เพื่อให้อารมณ์กลับเข้าสภาพปกติ
เมย์: 555 โอเคๆ
[สองสามนาทีผ่านไป]
โคล: อึ้ม เรามาดูกันทีละบรรทัดเลยว่าตรงไหนไม่เข้าท่า กลอนบทนี้ยังไม่ต้องคล้องจองนะ
เมย์: จ้า
โคล: Swirling colours inside of my head, dances of confusion... ดูยังไงก็ยาวไป
Swirling colours confuse dances in my head... confuse ยังไม่สวย ไปดู thesaurus หาคำใหม่ ดึ่งๆๆๆ *เด้งไปเว็บ thesaurus*
เมย์: อิอิ
โคล: ใช้ dazzle จะได้สัมผัสอักษรกะ dances ด้วย เป็น Swirling colours dazzle dances in my head,
เมย์: - -
โคล: form madness within my spirit. มันก็ไม่เข้ากะประโยคข้างบนแล้ว เพราะงั้นต้องเปลี่ยน เป็น forming madness within my spirit เพื่อให้ grammar ถูก
เมย์: ต้องมากังวล grammar อีก ตายแน่ตู
โคล: ไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เอาแค่ไม่ให้มันขัดมาก ถ้ากลัวไม่ถูกจริงๆ เอาไปให้เพื่อน (อย่างเรา) ดูให้ก็ได้
เมย์: เชๆ
โคล: Forming madness within my spirit ยังไม่สวยพอ เปลี่ยนเป็น Painting mad desire within my spirit ดูดีกว่ากันเยอะเลย
เมย์: *อึ้ง* เก่งเว่อร์อะ อิจฉาน่อ
โคล: เฮ้ยๆๆ อย่าเพิ่งอึ้ง ไปคุยกะพี่ดอนน่า ปรมาาจารย์เรา จะอึ้งกว่านี้อีก
เมย์: เหอๆ กลัวว
โคล: 555 คิดหรอว่าเราแต่งงี้ได้ตั้งแต่เกิด คนเรามันต้องฝึก เพราะงั้นไม่ต้องกลัว
เมย์: เรานี่ขี้กลัวหง่ะ
โคล: อ่านะ เก่งแล้วก็หายกลัวเอง haha
เมย์: 55 สาธุๆ เมื่อไหร่จะเก่ง สู้ตาย ฮ่าๆ
โคล: Wings of passionate rainbow bring me dreams, อันนี้จริงๆ จะปล่อยไว้งี้ก็ได้ แต่ rainbow มันฟังดูเกย์ เดี๋ยวคนอ่านจะหลงประเด็น 55555+ [จริงๆ โคลเวอร์ก็ชอบเกย์แหละ ตัวเองก็เลส 555 ทำเป็นกลัวหลงประเด็น]
เมย์: กรรม 555
โคล: Wings of kaleidoscopic passion bring me dreams
เมย์: what? ศัพท์น่ะแหม
โคล: kaleidoscope เป็นกล้องที่ทำให้เห็นภาพลวดลายสีสันต่างๆ http://en.wikipedia.org/wiki/Kaleidoscope
เมย์: ว้าวววว อ๋อ ไอ้นั่นนั่นเอง
โคล: ฮี่ๆ เราเคยมีอันนึงตอนเด็กๆ มันหายไปแล้ว ช่างเหอะ ต่อๆ yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness. ขอยังไม่เปลี่ยนนะอันนี้ หรือเธอจะเปลี่ยน
เมย์: ไม่เปลี่ยนจะๆ (ไม่รู้จะเปลี่ยนไง) 55
โคล: Trapped here are just some parts, but my mind are flying and also my heart.
เมย์: (อ๊ากก ไม่อยากคิด) 55
โคล: 555 อันนี้ต้องทำศัพท์ให้หรูขึ้น trapped ใช้ imprisoned แทน some parts เจาะจงไปเลย
เมย์: อ่าเชๆ
โคล: Body imprisoned but heart and mind take refuge from mundaneness... ยาวไป Body imprisoned but my mind take refuge from mundaneness... take refuge ความหมายยังไม่ตรงแฮะ แก้เป็น flee ละกัน Body imprisoned but my mind flees from mundaneness
เมย์: ว้าว ทำยังไงถึงคิดออกเนี่ย
โคล: ก็ ฝึกไง
เมย์: อะ จริง
โคล: touched the sky, closed my eyes and let the imagination shown เกือบดีแล้ว แต่มัน cliche ไปนิด
เมย์: จริง agree
โคล: เปลี่ยนเป็น I close my eyes and let my wings feel the clouds เพราะเราพูดถึงปีกไว้ก่อนแล้ว
sudden felt the rush, the confusion, the wind... เราแค่บอกว่ามีลมผ่านเร็ว มีความสับสน แค่นี้ไม่ได้หรอกนะ เราต้องให้คนอ่านรู้สึกถึงลมด้วย เป็น The wind caresses confusion within my heart ละกัน
เมย์: อ่อ
โคล: ส่วนตรงนี้ and free fall with the broken wings มันหักมุมแล้ว เพราะงั้นต้องทำให้เห็น
But then my wings are torn and I fall down to reality
เมย์: โดนนน ชอบมาก
โคล: about to hit but woke and saw her grin เป็น (reality) Which greets me with the stare of lost illusion
เมย์: ไม่น่าเชื่อ โหยยย
โคล: จะจบแล้ว เหลือขั้นตอนเดียว คืออ่านกลอนทั้งหมดโดยรวมแล้วแก้อีกครั้ง
Swirling colours dazzle dances in my head,
Painting mad desire within my spirit
Wings of kaleidoscopic passion bring me dreams
Yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness.
Body imprisoned but my mind flees from mundaneness
I close my eyes and let my wings feel the clouds
The wind caresses confusion within my heart
But then my wings are torn and I fall down to reality
Which greets me with the stare of lost illusion

Swirling colours dazzle dances in my head, เราขอเปลี่ยนเป็น Swirling colours dazzlingly dance in my head, จะได้ไม่สับสนว่า dance มันเป็น verb หรือ noun กันแน่
Painting mad desire within my spirit สั้นไป เพิ่มเป็น Painting mad desire within the core of my spirit
nothingness เป็น vacancy
เมย์: อ่าาา
โคล: Final result...
Swirling colours dazzlingly dance in my head,
Painting mad desire within the core of my spirit.
Wings of kaleidoscopic passion bring me dreams,
Yet I am encased in this labyrinth of eternal vacancy.
Body imprisoned but my mind flees from mundaneness.
I close my eyes and let my wings feel the clouds.
The wind caresses confusion within my heart.
But then my wings are torn and I fall down to reality
Which greets me with the stare of lost illusion.
เมย์: กลัววว
โคล: เย้ย กลัวอะไร!!
เมย์: โหดโคดดดด
โคล: อ่าววว ซะงั้น แต่เธอก็เห็นขั้นตอนหมดแล้วนี่ ไม่เห็นมีอะไรยากเลย
เมย์: อื้ม หง่ะ
โคล: เมื่อก่อนเราก็แต่งไม่เก่ง สงสัยต้องให้ดูกลอนตอนม.3 น่าเสียดายหายไปหมดแล้ว เราเขียนเกี่ยวกับต้นไม้ในกิจกรรมพฤษศาสตร์ มันแบบ อย่างกะประโยคในหนังสือเรียน
There are trees, beautiful trees
They are called Angsana
With yellow blossoms and hard, tall trunks
They can be seen from afar.
เมย์: ไม่เชื่อ
โคล: ไม่เชื่อว่า?
เมย์: โคลแต่ง
โคล: เฮ้ยย นี่เรื่องจริง
เมย์: ไม่เจื้อ
โคล: เราแต่งตอนม.3 ก็บอกแล้วคนเราพัฒนาได้ ไม่มีใครเก่งแต่เกิด
เมย์: อะๆ เครียด ฮ่าๆ
โคล: จะเครียดทามม้ายยย 5555 ดูเราเด้ ตอนม.3 ยังแต่งกลอนไม่เป็นเลย
เมย์: อะ จะพยายาม
โคล: จ้าๆ สู้ๆ นะ
เมย์: จ้า

จบแล้ว สนุกมากเลยแหละ ใครอยากแต่งกลอนกะโคลเวอร์ แอดเมลมาได้นะ :) ไปก่อนล่ะวันนี้

2007/Aug/16

วันนี้เรานั่งเล่นดีเวี่ยนอาร์ตอยู่ อยู่ๆ เพื่อนเราก็ส่งข้อความเอ็มตึ๊งมาทีนึง ถามเราเกี่ยวกับการแต่งกลอน เราเลยได้ฤกษ์แต่งกลอนอีกแล้ว ไชโย จริงๆแล้ว เราคุยกันยาวเลยเรื่องเทคนิค ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราไม่ค่อยได้ใช้ด้วย ถึงมันจะเจ๋งมากๆ ก็ตาม เราเลยขอเอาบทสนทนา (แบบย่อแล้ว) มาลงละกัน

เมย์: ทำไงถึงแต่งกลอนเป็น (ถามโง่ๆอีกแล้ว)
โคล: เห ถามไม่โง่หรอก แต่ถามแปลก แต่ยินดีอธิบายๆ
เมย์: จ้าาา
โคล: ถามได้ป่ะว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากรู้
เมย์: เพราะ... มันอยู่ว่างๆ บางครั้งมันก็ขีดๆเขียนๆออกมาอะ เหมือนจะพอไปได้ แต่ก็ต้องหยุดกลางคันเพราะไม่รู้จะเขียนไรต่อ (พูดง่ายๆคือ ไม่ได้ฟังที่อาจารย์พูดเพราะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย 55) เลยอยากจะเขียนให้มันเป็นเรื่องเป็นราวกะเค้ามั่ง
โคล: อ่ออออ Writer's block สินะ ปัญหาปกติๆ
เมย์: อ่อ ห่ะๆ
โคล: อย่างแรกเลย เรามาดูกันดีกว่าว่าเวลาเมย์เขียนกลอน เมย์ใช้วิธีไหน ระหว่าง 1.) คิดร่างแนวคิดไว้ในหัว มี theme ชัดเจน แล้วก็ค่อยสรรคำมาใส่ในกลอน 2.) เขียนออกมาโดยไม่มีแผนอะไรก่อน จิตใต้สำนึกสั่งยังไงก็เขียนออกมา 3.) เขียนโดยดูตาม form ของกลอน เช่น ถ้าเป็นไฮกุก็จะเรียบง่าย พูดถึงธรรมชาติ ถ้าเป็นบัลลาดก็จะใช้ภาษาง่ายๆ แบบเล่านิทาน ถ้าเป็นซอนเน็ตภาษาก็จะซับซ้อนอีกหน่อย
เมย์: 2 จ่ะ
โคล: โอเค วิธีนี้อ่ะ เป็นวิธีที่น่าตื่นเต้นนะเวลาเขียนกลอนอ่ะ เราเขียนไม่ค่อยจะได้แบบนั้น ส่วนใหญ่เราเขียนวิธี 1 แต่วิธีที่ 2 น่ะ เจ๋งมาก เราเคยลองดูอ่ะ
เมย์: ห่ะๆ เขียนไปก็ตันอะเรา
โคล: รู้มั้ยทำไมถึงตัน
เมย์: เพราะเราคิดไม่ออก
โคล: เพราะเริ่มใช้สมอง หมายถึง เริ่มใช้ความคิดหลักการเข้ามาจับ ถ้าเรื่องหลักการ เรื่องการวางแผน จะขาดไม่ได้เลยในวิธีที่ 1 แต่ถ้าเป็นวิธีที่ 2 มันจะพังทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เวลาเขียนไปแล้วรู้สึกว่ามันตัน อาจเป็นได้ว่า 1.)กลอนมันควรจะจบที่ตรงนั้น 2.)เริ่มมีสติ มีเหตุมีผล อารมณ์เลยไม่ต่อเนื่อง ถ้าเป็นสาเหตุแรก ก็ให้จบตรงนั้นแล้ว revise เลย
เมย์: อืม แล้ว 2 ล่ะ?
โคล: ถ้าเป็นข้อสอง ก็ให้บิ้วอารมณ์ขึ้นมาใหม่ อย่าไปคิดว่ามันไม่เข้าท่า อ่านซ้ำอีกรอบ ได้อารมณ์แบบไหน จับมันออกมาแล้วก็นึกภาพในหัว
เมย์: อืมม
โคล: จริงๆ ตอนแรกเขียนอะไรก็เขียนมาเหอะ เอาแบบง่ายๆ ก็ได้ เอาศัพท์ที่ผุดๆ ขึ้นมาก็ได้ แล้วมา revise ทีหลัง
เมย์: อืมม
โคล: สมมตินะ ตอนนี้เบื่อเหลือเกิน อาจารย์สอนอะไรฟะ ยากชิบ มันก็จะแบบสับสน งง ความสับสนในหัว เขียนออกมาได้แบบไหนล่ะ แบบง่ายๆ เลยนะ
เมย์: mmhmm
โคล: เราลองดู สดๆ เหมือนกัน เวลาสับสน ในหัวมันจะหมุนไปหมด เหมือนสีสันที่สับสน Swirling colours inside of my head, dances of confusion ได้แระ แน่นอนมันยังไม่สวย ศัพท์ก็ยังง่ายๆ อยู่แต่มันก็เริ่มเป็นกลอน
เมย์: อื้มม
โคล: เสร็จแล้วก็แต่งต่อเลย แสงสีหมุนติ้วเป็นอะไรต่อได้บ้าง ไม่ต้องหาอะไรไปบล๊อกจินตนาการนะ
เมย์: อื้ม
โคล: เราเขียนต่อ... Swirling colours inside of my head, dances of confusion, form madness within my spirit. Wings of passionate rainbow bring me dreams, yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness
เมย์: แจ่มอะ
โคล: labyrinth of eternal nothingness ก็คือความน่าเบื่อไร้แก่นสารของการศึกษา
เมย์: 5555 true!
โคล: ใช่มะ เราสามารถเอาเรื่องรอบตัวมาเปรียบกับอะไรก็ได้ ศัพท์เท่ๆ เค้าเรียก Metaphor ศัทพ์ที่อาจารย์ภาษาไทยชอบ เค้าเรียก อุปลักษณ์
เมย์: อ่า
โคล: นี่แหละ แล้วเราก็เขียนต่อ ตอนนี้อารมณ์เราถึงไหนแล้ว ถึงความเบื่อที่ต้องติดแหงกอยู่ใน labyrinth ทั้งๆ ที่มีปีกที่อยากจะโบยบิน เมย์ลองเขียนต่อมั่ง ง่ายๆ ก็ได้ ไม่ต้องซีเรียสเอาแบบ คิดอะไรออกก็ใส่ออกมา ไม่ต้องคล้องจองก็ได้เป็นกลอนเปล่า
เมย์: [หลังจากเงียบไปซักพัก] อืม คิดไม่ออกจริงๆ
โคล: ใจเย็นๆ นึกภาพตอนเธอนั่งอยู่ในห้องเรียน อึดอัด เบื่อ อยากออกไปข้างนอก อยากเล่นคอม อยากถ่ายรูปแต่ก็ทำไม่ได้ เธอรู้สึกอะไร เห็นภาพแบบไหน เห็นภาพ = imagery ไม่ใช่แค่ภาพนะ เสียงก็ได้ ประสาทสัมผัสอื่นๆ ได้หมด
เมย์: อยากจะวิ่งออกไปข้างนอก
โคล: อื้อ นั่นแหละ อยากวิ่ง ลองเขียนด้วยภาษาสวยๆ ดู ยังไม่ต้องสวยขนาดนั้นก็ได้
เมย์: เอ่อ คิดไม่ออกอยู่ดี ไม่มีเสียงอาจารย์ -*-
โคล: นี่แหละปัญหา เวลาเรานั่งเขียนอะไรจริงๆ เช่นเรื่องสั้น นิยาย บางครั้งมันก็ต้องบิ้วอารมณ์เอง เพราะงั้น ลองหลับตา นึกภาพดู อย่านึกแต่ภาพ นึกถึงเสียง อากาศ สัมผัสของโต๊ะเรียนด้วย
[ผ่านไปซักพัก]
โคล: ได้ยัง เห็นภาพยัง รู้สึกยัง
เมย์: ศัพท์ธรรมดาที่สุดในโลกเลย
trapped here are just some parts
but my mind are flying and also my heart
โคล: ได้ๆๆๆๆๆ ธรรมดาก็ธรรมดาเหอะ เพราะมัน revise ได้
เมย์: อ่าา (สารภาพตรงๆว่า vocab ไม่เก่งเลย)
โคล: ไม่เป็นไรหรอกเรื่อง vocab ไม่งั้นเค้าจะมี thesaurus ไว้ทำไมอ่ะ
เมย์: ??
โคล: thesaurus มันคือดิคชันนารีรวมคำความหมายเหมือน ในเน็ตมีถมไป http://www.dictionary.com เราใช้ของอันนี้ ตรง tab ข้างบนมันจะมีเขียนว่า thesaurus เห็นมั้ย นั่นแหละ ใช้ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ ว่าแต่ตอนนี้กลอนเราไปถึงไหนแล้ว
Swirling colours inside of my head, dances of confusion,
form madness within my spirit.
Wings of passionate rainbow bring me dreams,
yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness.
Trapped here are just some parts,
but my mind are flying and also my heart.
เอาล่ะ เรามาลองอ่านดูก่อน รู้สึกว่ากลอนมันจบยัง
เมย์: ยัง
โคล: ยังก็แต่งต่อ มันขาดบทสรุปใช่มั้ย เราว่า การสรุปที่ดี ควรมีความขัดแย้งนิดๆ จะได้สร้างความประทับใจ เหมือนเรื่องสั้นที่ต้องเก็บไปคิด แต่นี่ก็แล้วแต่คนด้วย
เมย์: คิดว่า จบแบบแต่ยังไงกูก็ติดอยู่นี่หง่ะ -*- อารมณ์ประมาณนั้น 555
โคล: อึ้ม เธออยากทำอะไร อยากวิ่ง? อยากกรี๊ด? แต่ก็ทำไม่ได้ใช่มั้ย นั่นแหละ เขียนออกมา ลองดูๆ
[เวลาผ่านไปสิบนาที]
เมย์: touched the sky, closed my eyes and let the imagination shown
sudden felt the rush, the confusion, the wind
and free fall with the broken wings

โคล: เฮ้ย เจ๋งว่ะ
เมย์: about to hit but woke and saw her grin คิดไม่ออก
โคล: ไม่เป็นไรๆ จริงๆ ตอนนี้ก็จบได้แล้ว
เมย์: 555 ฮาตอนท้าย นึกถึงหน้าเพื่อนตัวเอง
โคล: 5555 เรามา revise เลยดีก่า ก่อนเข้าขั้นตอนนี้ แนะนำให้พักซักสองสามนาที เพื่อให้อารมณ์กลับเข้าสภาพปกติ
เมย์: 555 โอเคๆ

เอาละ ตอนนี้ยาวแล้ว revise เจอกันฉบับหน้าจะลงให้ต่อเดี๋ยวนี้ล่ะ ไปพักกันสองสามนาทีแล้วคลิกดูต่อได้เลย

2007/Aug/02

วันนี้ไม่มีสอนแต่งกลอนนะเพื่อนๆ เพราะกำลังอารมณ์เสียสุดๆ ทำไมน่ะหรอ ก็งานโดนขโมยน่ะสิ จริงๆ ก็ไม่ถึงกับโดนขโมยหรอก แค่โดนดอย แต่มันก็ยังเสียอารมณ์แหละ

ตอนแรก เราไปเจอบทความ "กลอนภาษาอังกฤษ ต่างกับกลอนภาษาไทยยังไง" ของเราที่เขียนไว้ที่นี่ที่เดียว ไปโผล่อยู่ในเว็บ Kapook

http://th.kapook.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9

ซึ่งก็แทบคลั่ง แต่โชคดีเค้าไม่มั่ว มีที่มาบอกไว้ แต่ที่มามันทำไมไม่ใช่เว็บกู!!!!!!!!!!!!

เราเลยตามไปที่เว็บนั้น ปรากฎว่ามันอยู่ในบลอกผู้หญิงคนนึง และเค้าก็ไม่บอกด้วยว่าเค้าเอามันมาจากไหน บอกแต่ว่าไปเจอมา

นี่คือหน้าที่เค้าเอางานเราไป http://learners.in.th/blog/pompom/21771

โอเค เราไม่หวงงานเราหรอก คนอ่านเยอะๆ ก็ยิ่งดี แล้วการที่เค้าชอบงานเรามันก็ดี แต่มันเคืองนะ ที่งานที่เราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการนั่งเขียน ถูกใครที่ไหนไม่รู้เอาไป ถึงเค้าจะไม่ได้บอกว่าเป็นงานเค้าเอง แต่การไม่ให้เครดิตเราน่ะ มันน่าโมโห แล้วถ้าคนอยากรู้ อยากอ่านต่อล่ะ จะมาที่นี่ถูกหรอ มักง่ายเกินไปมั้ย แถมผู้หญิงคนนี้ยังเรียนมหา'ลัยแล้ว แต่เราอยู่แค่ม.ปลาย ทำอย่างงี้มันรังแกเด็กชัดๆ

เราตัดสินใจส่งอีเมลหาKapook ให้แก้ที่มาของบทความ แล้วส่งอีเมลให้ผู้หญิงคนดังกล่าวดังต่อไปนี้

สวัสดีค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อน ฉันใช้นามปากกาว่า Clover Krismayan เป็นเจ้าของบลอก Poetic Licence (http://poeticlicence.exteen.com) เริ่มๆ คุ้นแล้วใช่ไหมคะ ใช่แล้วค่ะ ฉันเป็นคนเขียนบทความ "กลอนภาษาอังกฤษ ต่างกับกลอนภาษาไทยยังไง" ซึ่งฉันเองก็ดีใจที่บทความนี้มีประโยชน์กับคนอ่าน แต่ก็มีเรื่องที่ฉันติดใจอยู่บ้าง

ในโลกนี้ มันมีสิ่งที่เรียกว่า ลิขสิทธิ์ อยู่นะคะ แล้วการที่นำงานของผู้อื่นมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาติ ก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ฉันจะไม่พูดเรื่องนั้น สิ่งที่ฉันจะพูดคือ คุณไม่ได้บอกแหล่งที่มาของบทความที่คุณหาเจอ ซึ่งสำหรับคุณที่ไม่ได้เป็นคนสร้างสรรค์ผลงาน อาจไม่รู้สึกอะไร แต่ฉันที่เป็นคนใช้เวลาร่วมชั่วโมงกับบทความนั้นรู้สึกไม่พอใจค่ะ ที่คนอ่านไม่อาจไปหาอ่านผลงานของฉันอ่านเพิ่มเติมได้ เพราะบทความอื่นๆ ในบลอกของฉัน ก็มีประโยชน์เช่นเดียวกับบทความนี้ หากผู้อ่านได้ติดตามอ่านแล้ว ก็น่าจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก

สิ่งที่ฉันจะขอร้อง ไม่ใช่การลบบทความออกจากหน้าเว็บของคุณ เพราะฉันเองก็อยากให้มีคนอ่านมากๆ จะได้เผยแพร่ความรู้ แต่ฉันอยากให้เขียนที่มาของบทความลงในไฟล์ .doc หรือหน้าเว็บของไฟล์นั้นค่ะ ซึ่งที่มานั้นคือ http://poeticlicence.exteen.com/20070114/rhyme-metre หวังว่าคงไม่มากเกินไปที่จะขอนะคะ

ขอบคุณค่ะ
Clover Krismayan

เรารู้สึกแย่จริงๆ นะ ที่เจอแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าเอางานขึ้นเน็ตก็ต้องเจอเป็นเรื่องธรรมดาก็เถอะ แต่มันก็ยังน่าโมโหอยู่ดี เฮ้อ

เพิ่มเติม (3 ส.ค. 50) - เว็บ Kapook แก้ที่มาให้เราแล้ว ดีจัง ขอขอบคุณไว้ที่นี้ด้วย


edit @ 2007/08/03 01:44:45


Clover Krismayan
View full profile