PoetryTechnique

สวัสดีทุกๆ คน เราขอแนะนำตัวก่อนนะ เราชื่อโคลเวอร์ ปีนี้จะอายุสิบเจ็ด ชอบทุกอย่างที่ดาร์คและเซลติค บ้าพอที่จะเชื่อว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นคนไอริช ชอบบิโชเน็นและ boys love มาก จนเอาตัวละครชายในวรรณคดีมาจับคู่กัน บลา บลา บลา เพื่อนๆ คงไม่อยากรู้เรื่องของเราหรอกใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราจะไม่พูดมากเรื่องตัวเองล่ะ ว่ากันเรื่องบลอกนี้ดีกว่า

บลอกนี้เป็นบลอกที่เราทำขึ้น เพราะอยากแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับบทกวีให้เพื่อนๆ (แหมมม พูดซะดูดี จริงๆ ก็แค่อึดอัด อยากระบายความรู้เท่านั้นเอง ก็ความรู้อยู่กับตัวเฉยๆ มันไม่ดีนี่นา) โดยเฉพาะบทกวีภาษาอังกฤษที่เราถนัด โดยจะบอกเล่าแบบสบายๆ ไม่เครียด แต่ได้ความรู้แน่นอน

ชื่อบลอก Poetic Licence แปลว่าการใช้ภาษาผิดไวยากรณ์โดยตั้งใจ เพื่อให้เข้ากับบทกวี ที่เลือกชื่อนี้เพราะในการแต่งกลอน เราจำเป็นต้องรู้กฎต่างๆ เพื่อจะได้รู้ว่าแหกกฎอย่างไหนถึงจะดีไงล่ะ แหกกฎวันละจิตแจ่มใสน่อ (ตราบใดที่ไม่มีใครเดือดร้อนน่ะนะ)

เพื่อนๆ บางคนอาจจะถาม "รู้บทกวีเอาไปใช้ทำอะไรได้" โคลเวอร์มีคำตอบตรงนี้แล้ว

บทกวีเป็นศิลปะ ศิลปะน่ะ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ดีจะตาย

เพื่อความบันเทิง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อ่านบทกวี เขียนบทกวี ถ้าทำเป็นแล้ว เราว่าสนุกกว่าดูละครน้ำเน่าไร้สาระที่นำเข้ามาหาตังค์กับพวกเราเสียอีก จริงๆ นะ เวลาเราอ่าน The Raven ให้เพื่อนฟังนี่ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ เลย

คลายเครียด การได้ระบายทุกอย่างมาเป็นกลอนนี่มันสุดยอดจริงๆ ถ้าลองแต่งสักบทแล้วจะรู้

ช่วยในการเรียน รู้ไหมว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ภาษาอังกฤษมีให้วิเคราะห์บทกวีด้วย (เพื่อนๆ รู้มั้ยว่า personification คืออะไร มันมีในข้อสอบแหละ แต่เรายังไม่เฉลยหรอก) ส่วนวิชาภาษาไทยก็ชัดๆ อยู่แล้วว่ามีบทกวี (ถึงเราจะไม่ค่อยสันทัดก็เถอะ)

เป็นความสามารถพิเศษ แต่งกลอนเพราะๆ เป็น มันเท่ไม่หยอก จะจีบสาว(หรือหนุ่ม)ศิลป์ๆ แต่งกลอนให้เค้าก็เข้าท่า ถ้าชั่วๆ จะรับจ้างทำการบ้านก็ยังไหว (แต่ไม่ควรทำ เพราะถ้าทำอย่างนั้นโคลเวอร์จะสาปให้แต่งกลอนติดๆ ขัดๆ เจอ writer's block ไปตลอดชีวิต) แล้วเวลาแต่งเพลง ถ้าแต่งกลอนเป็นพอแต่งเนื้อเพลงจะแต่งได้ดีขึ้นด้วย

เพิ่มพูนความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพิ่มคลังคำศัพท์ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายมากหรอก ว่าไหม ประโยชน์มันเห็นชัดๆ อยู่แล้ว

เห็นประโยชน์ขนาดนี้แล้ว จะรออะไรอีก หยิบกระดาษ ปากกา หรือเปิด Notepad แล้วเริ่มเขียนกันเลย

เรื่องดิคชันนารี เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลย ควรเป็นเรื่องแรกที่คนริแต่งกลอนต้องรู้ เพราะเกือบ 100% ของเพื่อนๆ ข้าพเจ้ายังใช้ดิคฯ อังกฤษ-ไทย กันอยู่เลย สำหรับคนเรียนภาษาอังกฤษ เรื่องนี้เป็นเรื่องแย่มากๆ แต่สำหรับกวีแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบาปร้ายแรง เพราะอะไรรู้มั้ย ก็เพราะคำแต่ละคำมันให้ความรู้สึกต่างๆ กันน่ะสิ ถึงความหมายจะเหมือนกัน แต่ภาพที่ให้ต่างกัน ดูตัวอย่างง่ายๆ

กิน ความหมายคล้ายๆ กับ ยัด และ ละเลียด แต่ภาพที่ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน มีคำพวกนี้อยู่เยอะ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นคำที่เป็นนามธรรมเสียด้วย

แล้วพจนานุกรมอังกฤษ - ไทย จะไปครอบคลุมภาพเหล่านี้หมดได้ยังไงคะคุณขา

เอาล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าควรมีพจนานุกรมอะไรบ้าง

พจนานุกรม อังกฤษ-อังกฤษ จะใช้เป็นเล่ม เป็นtalking dictionary เป็นซีดีรอม(เถื่อนหรือไม่เถื่อนก็ตามแต่จะหามาได้) หรือเปิดในเน็ตก็แล้วแต่ เราแนะนำของเคมบริดจ์กับของออกฟอร์ด แต่ของเคมบริดจ์จะใช้ศัพท์ง่ายกว่า

Thesaurus อันนี้เป็นพจนานุกรมคำที่มีความหมายเหมือนหรือคล้ายกัน มีประโยชน์มากเวลาแต่งนิยาย ส่วนเวลาแต่งกลอนถ้ามีอยู่ก็อุ่นใจ แต่จะไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เปิดเน็ตเอาก็ได้

พจนานุกรมคำคล้องจอง ไม่ต้องไปหาซื้อ ไม่เจอง่ายๆ หรอก (ถ้าเจอแปลว่าชาติก่อนทำบุญมาดี) ใช้ในเน็ตดีกว่า เช่น http://rhyme.poetry.com ช่วยชีวิตโคลเวอร์ไว้หลายครั้ง แต่อย่าเปิดความหมายจากเว็บนี้เพราะมันออกจะประหลาดๆ

เท่านี้ก่อนละกัน ไปหาดิคฯ อังกฤษ-อังกฤษ ใช้ซะ แล้วเจอกันคราวหน้า ตอนนี้ชิ่งไปอ่านกลอนก่อนล่ะ

ก่อนจะแต่งกลอนภาษาอังกฤษ เรามาดูกันดีกว่า ว่าการแต่งกลอนภาษาอังกฤษมันต่างกับภาษาไทยยังไง มาดูกันเลยดีกว่า

ความคล้องจอง
เรื่องนี้แตกต่างมากๆ แค่ตำแหน่งที่สัมผัสก็ไม่เหมือนกันแล้ว ของไทยจะสัมผัสตามฉันทลักษณ์ที่คุ้นๆ กัน แต่ของอังกฤษมักจะสัมผัสที่ท้ายวรรค โดยอาจจะเป็นคำสุดท้ายของสองวรรคที่อยู่ติดกัน หรือคำสุดท้ายของวรรคที่สองกับสี่ (ถ้าเก่งๆ ก็อาจพ่วงหนึ่งกับสามไปด้วย) เช่น
O Stars and Dreams and Gentle Night
O Night and Stars return!
And hide me from the hostile light
That does not warm, but burn
(Stars - Emily Brontë)

นอกจากนี้ หลักการสัมผัสก็ต่างกัน เพราะว่าในภาษาอังกฤษจะมีสัมผัสสระเต็มเสียง เช่น love กับ above หรือ rain กับ sane และสัมผัสสระครึ่งเสียง เช่น moon กับ tomb, sky กับ joy หรือ life กับ bright นอกจากนี้ การใช้คำคล้องที่คล้ายกันมากๆ เช่น mind กับ kind บ่อยๆ ก็จะทำให้กลอนดูน่าเบื่อ
แต่ยังไง เรื่องการคล้องจองในภาษาอังกฤษก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย เพราะงั้นอย่าคิดมากเลย เนอะๆ (คำพูดนี้ไว้ปลอบใจตัวเอง ที่ใช้คำคล้องจองไม่เก่งซะที T^T)

ส่วนการสัมผัสอักษร (alliteration) ในภาษาอังกฤษก็มีใช้เหมือนกัน เช่นในกลอน The Raven ที่เขียนว่า and the Silken Sad unCertain ruStling ก็ใช้เสียง ซ ทำให้รู้สึกเหมือนลมพัดผ่าน

http://www.noggs.dsl.pipex.com/vf/rhyme.htm - หน้าเว็บเรื่องการคล้องจอง แบบละเอียดมากๆ (ถ้าไม่อ่านก็ไม่ถึงตาย)

Metre
อันนี้อาจยุ่งยากนิดตอนแรกๆ เพราะภาษาไทยไม่มี สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็น ครุ ลหุ แต่ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี อย่าจำสับสนเลยดีกว่า มาดูกันเลยเถอะว่าไอ้เจ้า metre มันคืออะไร
metre คือจังหวะในบทกลอน กำหนดโดยการ stress และรูปแบบของ metre จะเรียกว่า feet ที่ใช้บ่อยๆ ก็เช่น iamb ที่จะเป็น ไม่stress-stress (อย่างคำว่า enGAGE ที่ stress ตัวหลัง)
ในบทกวีบางแบบไม่จำเป็นต้องมี metre แต่ในฉันทลักษณ์บางแบบ เช่น Ballad ถ้าไม่มี metre จะไม่เพราะเลย
http://www.noggs.dsl.pipex.com/vf/feet.htm - ตาราง feet แบบต่างๆ ลองกวาดตาผ่านๆ ก็ดีนะ
เพื่อจะเข้าใจ metre เรามาดูฉันทลักษณ์ ballad กันดีกว่า โดยเราจะใช้ 0 แทนไม่stress และ 1 แทน stress นะ

01010101
010101
01010101
010101

แต่ยังไง metre ก็ไม่ตายตัว เราดูกลอนที่เราแต่งๆ มา เชื่อมั้ยว่าไม่มีบทไหนที่ metre ตรง เป๊ะ เพราะงั้นไม่ต้องกังวล ถ้าอ่านออกเสียงดูแล้วไม่ขัด มันก็โอเค ดูตัวอย่างแล้วลองอ่านออกเสียงตามนะ

Absolute Madness
by Clover Krismayan

A knife, your blood, my joy, your trust
Your breath ending, madness
Your wound, your pain, my laughter, my lust
Your tears, your angst, sadness

Sadistic passion, lunatic visions
Insanity of a kiss
Your impression, my obsession
Your death, our love, my bliss

จะเห็นว่ามันไม่ตรงฉันทลักษณ์ซะทีเดียว แต่จังหวะก็ผ่านการกะเกณท์มาแล้ว ทำให้เวลาอ่านรู้สึกเหมือนลูกคลื่น ขึ้นๆ ลงๆ ถ้ากลอนบทนี้ไม่มี metre พลังจะลดลงเยอะเลย

แต้ถ้าไม่อยากกังวลเรื่อง metre ก็ลองเขียนเป็นบรรทัดๆ อาจจะบรรทัดละประมาณ 12 คำ แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง metre เช่น
I know you will be my sweetest nightmare
With your thorns so lustful and petals so fair
(Strange Desire - Clover Krismayan)

แต่เชื่อเถอะ ถ้าอ่านกลอนบ่อยๆ metre จะเข้าหัวเองโดยไม่ต้องพยายามเลย

ส่วนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับบทกวี เช่นโวหารต่างๆ ค่อนข้างจะคล้ายกัน ซึ่งเราจะดูกันในคราวต่อๆ ไปนะ ตอนนี้จรลีก่อน แล้วเจอกันนะ


edit @ 2007/01/14 22:56:38

edit @ 5 Feb 2008 22:20:32 by Poetic Licence - สิ่งที่คุณอยากรู้เรื่องเขียนอ่านการแต่งกลอน



Clover Krismayan
View full profile