PoetryTechnique

วันนี้เรานั่งเล่นดีเวี่ยนอาร์ตอยู่ อยู่ๆ เพื่อนเราก็ส่งข้อความเอ็มตึ๊งมาทีนึง ถามเราเกี่ยวกับการแต่งกลอน เราเลยได้ฤกษ์แต่งกลอนอีกแล้ว ไชโย จริงๆแล้ว เราคุยกันยาวเลยเรื่องเทคนิค ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราไม่ค่อยได้ใช้ด้วย ถึงมันจะเจ๋งมากๆ ก็ตาม เราเลยขอเอาบทสนทนา (แบบย่อแล้ว) มาลงละกัน

เมย์: ทำไงถึงแต่งกลอนเป็น (ถามโง่ๆอีกแล้ว)
โคล: เห ถามไม่โง่หรอก แต่ถามแปลก แต่ยินดีอธิบายๆ
เมย์: จ้าาา
โคล: ถามได้ป่ะว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากรู้
เมย์: เพราะ... มันอยู่ว่างๆ บางครั้งมันก็ขีดๆเขียนๆออกมาอะ เหมือนจะพอไปได้ แต่ก็ต้องหยุดกลางคันเพราะไม่รู้จะเขียนไรต่อ (พูดง่ายๆคือ ไม่ได้ฟังที่อาจารย์พูดเพราะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย 55) เลยอยากจะเขียนให้มันเป็นเรื่องเป็นราวกะเค้ามั่ง
โคล: อ่ออออ Writer's block สินะ ปัญหาปกติๆ
เมย์: อ่อ ห่ะๆ
โคล: อย่างแรกเลย เรามาดูกันดีกว่าว่าเวลาเมย์เขียนกลอน เมย์ใช้วิธีไหน ระหว่าง 1.) คิดร่างแนวคิดไว้ในหัว มี theme ชัดเจน แล้วก็ค่อยสรรคำมาใส่ในกลอน 2.) เขียนออกมาโดยไม่มีแผนอะไรก่อน จิตใต้สำนึกสั่งยังไงก็เขียนออกมา 3.) เขียนโดยดูตาม form ของกลอน เช่น ถ้าเป็นไฮกุก็จะเรียบง่าย พูดถึงธรรมชาติ ถ้าเป็นบัลลาดก็จะใช้ภาษาง่ายๆ แบบเล่านิทาน ถ้าเป็นซอนเน็ตภาษาก็จะซับซ้อนอีกหน่อย
เมย์: 2 จ่ะ
โคล: โอเค วิธีนี้อ่ะ เป็นวิธีที่น่าตื่นเต้นนะเวลาเขียนกลอนอ่ะ เราเขียนไม่ค่อยจะได้แบบนั้น ส่วนใหญ่เราเขียนวิธี 1 แต่วิธีที่ 2 น่ะ เจ๋งมาก เราเคยลองดูอ่ะ
เมย์: ห่ะๆ เขียนไปก็ตันอะเรา
โคล: รู้มั้ยทำไมถึงตัน
เมย์: เพราะเราคิดไม่ออก
โคล: เพราะเริ่มใช้สมอง หมายถึง เริ่มใช้ความคิดหลักการเข้ามาจับ ถ้าเรื่องหลักการ เรื่องการวางแผน จะขาดไม่ได้เลยในวิธีที่ 1 แต่ถ้าเป็นวิธีที่ 2 มันจะพังทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เวลาเขียนไปแล้วรู้สึกว่ามันตัน อาจเป็นได้ว่า 1.)กลอนมันควรจะจบที่ตรงนั้น 2.)เริ่มมีสติ มีเหตุมีผล อารมณ์เลยไม่ต่อเนื่อง ถ้าเป็นสาเหตุแรก ก็ให้จบตรงนั้นแล้ว revise เลย
เมย์: อืม แล้ว 2 ล่ะ?
โคล: ถ้าเป็นข้อสอง ก็ให้บิ้วอารมณ์ขึ้นมาใหม่ อย่าไปคิดว่ามันไม่เข้าท่า อ่านซ้ำอีกรอบ ได้อารมณ์แบบไหน จับมันออกมาแล้วก็นึกภาพในหัว
เมย์: อืมม
โคล: จริงๆ ตอนแรกเขียนอะไรก็เขียนมาเหอะ เอาแบบง่ายๆ ก็ได้ เอาศัพท์ที่ผุดๆ ขึ้นมาก็ได้ แล้วมา revise ทีหลัง
เมย์: อืมม
โคล: สมมตินะ ตอนนี้เบื่อเหลือเกิน อาจารย์สอนอะไรฟะ ยากชิบ มันก็จะแบบสับสน งง ความสับสนในหัว เขียนออกมาได้แบบไหนล่ะ แบบง่ายๆ เลยนะ
เมย์: mmhmm
โคล: เราลองดู สดๆ เหมือนกัน เวลาสับสน ในหัวมันจะหมุนไปหมด เหมือนสีสันที่สับสน Swirling colours inside of my head, dances of confusion ได้แระ แน่นอนมันยังไม่สวย ศัพท์ก็ยังง่ายๆ อยู่แต่มันก็เริ่มเป็นกลอน
เมย์: อื้มม
โคล: เสร็จแล้วก็แต่งต่อเลย แสงสีหมุนติ้วเป็นอะไรต่อได้บ้าง ไม่ต้องหาอะไรไปบล๊อกจินตนาการนะ
เมย์: อื้ม
โคล: เราเขียนต่อ... Swirling colours inside of my head, dances of confusion, form madness within my spirit. Wings of passionate rainbow bring me dreams, yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness
เมย์: แจ่มอะ
โคล: labyrinth of eternal nothingness ก็คือความน่าเบื่อไร้แก่นสารของการศึกษา
เมย์: 5555 true!
โคล: ใช่มะ เราสามารถเอาเรื่องรอบตัวมาเปรียบกับอะไรก็ได้ ศัพท์เท่ๆ เค้าเรียก Metaphor ศัทพ์ที่อาจารย์ภาษาไทยชอบ เค้าเรียก อุปลักษณ์
เมย์: อ่า
โคล: นี่แหละ แล้วเราก็เขียนต่อ ตอนนี้อารมณ์เราถึงไหนแล้ว ถึงความเบื่อที่ต้องติดแหงกอยู่ใน labyrinth ทั้งๆ ที่มีปีกที่อยากจะโบยบิน เมย์ลองเขียนต่อมั่ง ง่ายๆ ก็ได้ ไม่ต้องซีเรียสเอาแบบ คิดอะไรออกก็ใส่ออกมา ไม่ต้องคล้องจองก็ได้เป็นกลอนเปล่า
เมย์: [หลังจากเงียบไปซักพัก] อืม คิดไม่ออกจริงๆ
โคล: ใจเย็นๆ นึกภาพตอนเธอนั่งอยู่ในห้องเรียน อึดอัด เบื่อ อยากออกไปข้างนอก อยากเล่นคอม อยากถ่ายรูปแต่ก็ทำไม่ได้ เธอรู้สึกอะไร เห็นภาพแบบไหน เห็นภาพ = imagery ไม่ใช่แค่ภาพนะ เสียงก็ได้ ประสาทสัมผัสอื่นๆ ได้หมด
เมย์: อยากจะวิ่งออกไปข้างนอก
โคล: อื้อ นั่นแหละ อยากวิ่ง ลองเขียนด้วยภาษาสวยๆ ดู ยังไม่ต้องสวยขนาดนั้นก็ได้
เมย์: เอ่อ คิดไม่ออกอยู่ดี ไม่มีเสียงอาจารย์ -*-
โคล: นี่แหละปัญหา เวลาเรานั่งเขียนอะไรจริงๆ เช่นเรื่องสั้น นิยาย บางครั้งมันก็ต้องบิ้วอารมณ์เอง เพราะงั้น ลองหลับตา นึกภาพดู อย่านึกแต่ภาพ นึกถึงเสียง อากาศ สัมผัสของโต๊ะเรียนด้วย
[ผ่านไปซักพัก]
โคล: ได้ยัง เห็นภาพยัง รู้สึกยัง
เมย์: ศัพท์ธรรมดาที่สุดในโลกเลย
trapped here are just some parts
but my mind are flying and also my heart
โคล: ได้ๆๆๆๆๆ ธรรมดาก็ธรรมดาเหอะ เพราะมัน revise ได้
เมย์: อ่าา (สารภาพตรงๆว่า vocab ไม่เก่งเลย)
โคล: ไม่เป็นไรหรอกเรื่อง vocab ไม่งั้นเค้าจะมี thesaurus ไว้ทำไมอ่ะ
เมย์: ??
โคล: thesaurus มันคือดิคชันนารีรวมคำความหมายเหมือน ในเน็ตมีถมไป http://www.dictionary.com เราใช้ของอันนี้ ตรง tab ข้างบนมันจะมีเขียนว่า thesaurus เห็นมั้ย นั่นแหละ ใช้ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ ว่าแต่ตอนนี้กลอนเราไปถึงไหนแล้ว
Swirling colours inside of my head, dances of confusion,
form madness within my spirit.
Wings of passionate rainbow bring me dreams,
yet I am encased in this labyrinth of eternal nothingness.
Trapped here are just some parts,
but my mind are flying and also my heart.
เอาล่ะ เรามาลองอ่านดูก่อน รู้สึกว่ากลอนมันจบยัง
เมย์: ยัง
โคล: ยังก็แต่งต่อ มันขาดบทสรุปใช่มั้ย เราว่า การสรุปที่ดี ควรมีความขัดแย้งนิดๆ จะได้สร้างความประทับใจ เหมือนเรื่องสั้นที่ต้องเก็บไปคิด แต่นี่ก็แล้วแต่คนด้วย
เมย์: คิดว่า จบแบบแต่ยังไงกูก็ติดอยู่นี่หง่ะ -*- อารมณ์ประมาณนั้น 555
โคล: อึ้ม เธออยากทำอะไร อยากวิ่ง? อยากกรี๊ด? แต่ก็ทำไม่ได้ใช่มั้ย นั่นแหละ เขียนออกมา ลองดูๆ
[เวลาผ่านไปสิบนาที]
เมย์: touched the sky, closed my eyes and let the imagination shown
sudden felt the rush, the confusion, the wind
and free fall with the broken wings

โคล: เฮ้ย เจ๋งว่ะ
เมย์: about to hit but woke and saw her grin คิดไม่ออก
โคล: ไม่เป็นไรๆ จริงๆ ตอนนี้ก็จบได้แล้ว
เมย์: 555 ฮาตอนท้าย นึกถึงหน้าเพื่อนตัวเอง
โคล: 5555 เรามา revise เลยดีก่า ก่อนเข้าขั้นตอนนี้ แนะนำให้พักซักสองสามนาที เพื่อให้อารมณ์กลับเข้าสภาพปกติ
เมย์: 555 โอเคๆ

เอาละ ตอนนี้ยาวแล้ว revise เจอกันฉบับหน้าจะลงให้ต่อเดี๋ยวนี้ล่ะ ไปพักกันสองสามนาทีแล้วคลิกดูต่อได้เลย

หายหน้าไปชาติครึ่ง เพิ่งจะโผล่หน้ามาทำอะไรกับบลอกซะที ==" วันนี้โคลเวอร์โรคจิตกลับมาแล้วจ้า

ก่อนอื่นขอเม้าท์เล็กๆ น้อยๆ ซักหน่อย (ใครไม่อยากอ่านเรื่องไร้สาระข้ามย่อหน้านี้ไปเลยนะ) โรงเรียนเปิดเทอมมาได้เกือบเดือนแล้ว อยู่ม.6 สัปดาห์แรกนรกแตกมาก ข้าพเจ้าโดดเรียนไปตั้งเยอะ (โดดไปแต่งเรื่องสั้นด้วยวี้ฮิ้ว) แต่ตอนนี้ชิวๆ แล้ว (เบื่ออออ จนชิวไปเอง) ที่ไม่ชิวก็คงเป็นวิชาอังกฤษ ที่ควรจะใช้พักผ่อนวาดรูปเล่นหรือใจลอยเรื่อยเปื่อย (ต้องยอมรับว่าโรงเรียนมัธยมของไทยสอนอังกฤษได้น่าเบื่อ ถ้าไม่ใช่วิชาเลือกก็ไม่ได้เรียนอะไรเจ๋งๆ อย่างโพหรือไวลด์หรอก อยากได้ความรู้เรื่องวรรณคดีที่จะแสดงว่าคนไทยศิวิไลซ์และรู้จักอ่านหรือคะ ไปหาเอาเองค่ะ แถมแกรมมาร์ก็วนไปวนมาอยู่นั่นแหละ) กลับต้องนั่งตั้งใจฟังทุกเม็ด ด้วยว่าข้าพเจ้าทะลึ่งไปทำคะแนนเต็มในข้อสอบครั้งแรก (ในระดับสามร้อยคนมีเต็มสองสามคนมั้ง) พอชั่วโมงหลังๆ มานี้ แทบทุกคาบอาจารย์จะต้องเรียก "ทีมชาติ" (==") เพื่อตอบปัญหาอย่าง "มีวิธีจำตรงนี้ยังไง" ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่คือ "ใช้บ่อยๆ ก็จำได้เองค่ะ" ครั้งแรกที่ถูกถามนี่ กำลังฝันหวานถึงเซธกะเฟลิกซ์ คู่พระคู่นางในเรื่องวายที่เราแต่งอยู่เลย (ดีนะไม่เผลอเผยธาตุแท้ตอบไปว่า "His lips were scented with feverish desire." เหอๆ กะลังรั่วเลยเรา)

เอาล่ะ เข้าเรื่องแล้วกันนะ วันนี้ขอเสนอ Sonnet อันซอนเน็ตนี้ทีแรกเป็นฉันทลักษณ์ของอิตาเลียน ชื่อนี้แปลว่าเพลงบทน้อย มันเข้ามาในภาษาอังกฤษช่วงต้นศตวรรษที่ 16 แล้วในฉันทลักษณ์นี้ก็มีแบบต่างๆ อยู่หลายแบบเหมือนกัน (แต่ละแบบจะต่างกันที่ตำแหน่งสัมผัส) เนื้อหาของกลอนจะหวานๆ หน่อย แต่นี่ไม่ใช่กฎ จำได้ตอนที่บอกพี่ดอนนา (คนที่เก่งกลอนมากๆ อ่ะ) ว่าจะแต่งซอนเน็ต เค้าว่า "จะแต่งก็แต่งไป แต่อย่าทิ้งสไตล์ตัวเองแล้วแต่งเป็นเรื่องดอกไม้กะผีเสื้อแค่เพราะมันเป็นซอนเน็ตนะ"

ซอนเน็ตเป็นฉันทลักษณ์ที่นิยมกันมากไม่รู้ทำไม ในเว็บที่เราไปสูบข้อมูลเกี่ยวกับบทกวีเค้าก็บอกว่ากวีแทบทุกคนผ่านซอนเน็ตมาแล้ว โดยเฉพาะนายบิล (เราเรียกเชคสเปียร์ว่าอย่างงี้ เพราะบิลเป็นชื่อเล่นของคนชื่อวิลเลียม) พี่แกบ้าแต่งซอนเน็ตมากกกก แต่งไม่รู้กี่บท จนมีประเภทซอนเน็ตเป็นของตัวเอง ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาดูซอนเน็ตแบบนายบิลกัน

อย่างแรก ซอนเน็ตบทนึงมี 14 บรรทัด (ยาวเน้อ)คล้องจองกันที่ท้ายบรรทัดแบบนี้ (เราเอาตัวอย่างกลอนคุณบิลมาลงนะ กลอนนี้วายหน่อย อย่ามาโทษเรา ไปโทษคุณบิลโน่น)

Sonnet 20 - William Shakespeare

A woman's face with nature's own hand painted, (a)
Hast thou, the master mistress of my passion; (b)
A woman's gentle heart, but not acquainted (a)
With shifting change, as is false women's fashion: (b)

An eye more bright than theirs, less false in rolling, (c)
Gilding the object whereupon it gazeth; (d)
A man in hue all hues in his controlling, (c)
Which steals men's eyes and women's souls amazeth. (d)

And for a woman wert thou first created; (e)
Till Nature, as she wrought thee, fell a-doting, (f)
And by addition me of thee defeated, (e)
By adding one thing to my purpose nothing. (f)

But since she prick'd thee out for women's pleasure, (g)
Mine be thy love and thy love's use their treasure. (g)

(กลอนบทนี้เราอ่านตอนแรกก็ยังงงๆ สรุปคือเชคสเปียร์บอกว่าผู้ชายคนที่เค้ารักนี้ตอนแรกเทพีแห่งธรรมชาติจะสร้างให้เป็นผู้หญิง แต่ดันหลงรักซะก่อนเลยให้เป็นผู้ชาย วายมั้ยล่ะนั่น มี a woman's face ด้วย บิโชเน็นชัดๆ)

แล้วกลอนฝรั่งถ้ายังจำได้จะมีสิ่งที่เรียกว่า metre ซึ่งกำหนด stress ในซอนเน็ตเรามักจะใช้แบบ iambic pentametre ซึ่งบรรทัดนึงจะมี 10 พยางค์ ลงเสียงหนักพยางค์คู่ แบบนี้: 0101010101 ตอนแรกๆ อาจไม่ชิน แต่พอแต่งไปแล้วจะไม่อยากแหกกฎข้อนี้เลย เพราะมันทำให้กลอนเราเพราะมาก

นี่ซอนเน็ตเราเอง (metre ประหลาดๆ อยู่สองสามบรรทัดช่างมันเถอะน้า~) Special thanks to Donna, as usual. เปิดเทอมไม่ได้คุยเอ็มกะเค้าเกือบเดือนแล้วคิดถึงงงงงง T^T

Different

You walk in wondrous worlds of angelic white
I dwell in dark decay of a devil's dream
You paint your world with rainbows reaching skies
I paint my past and present with a scream.

We partake the path which leads into our play,
The sun becomes your guide, the moon becomes mine
For gods to lead our journey do we pray
We walk the same long road in a different time

We are the same despite of what appears
Look deep through masks of courage into nights
You'll see our colours both conceal the fear
As fading laughter buries frozen cries

Come take my hand. Ill lead you in assurance,
For I shall be your guard through our performance.


ไปท่องยุทธภพก่อนน้า บ้ายบายทุกคน

ปล. ทำไมตัวอักษรมันมโหฬารงี้ครับพี่น้อง!!!!! ปรับก็ไม่ได้ -*-

สวัสดีทุกๆ คน เผลอแป๊บเดียวก็เดือนเมษาแล้วสินะ สำหรับฝรั่งเมษาถือเป็นฤดูใบไม้ผลิ สำหรับคนไทย มันคือเดือนที่ร้อนนรกแตกจริงๆ - -" เราเลยทำ theme ใหม่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิประชดร้อน เป็นสีเขียวสดใสวิ้งๆ น่ารักเหมือนคนเขียนบลอก (เบื่อคนสตรอเบอร์แหลมั้ยเนี่ย) หวังว่าคงไม่ตกใจกับความงุงินะ

เคยสงสัยกันมั้ยว่ากลอนภาษาอังกฤษเค้ามีฉันทลักษณ์แบบไหนกันบ้าง อันที่จริงฉันทลักษณ์ในภาษาอังกฤษมีอยู่นับไม่ถ้วน รวมทั้งที่ยืมเค้ามาอย่างไฮกุด้วย แต่ที่เราจะแนะนำวันนี้เค้าเรียกว่า "Ballad" ในทางดนตรี ballad คือเพลงช้าๆ แต่ในเรื่องกลอนมันคือฉันทลักษณ์แบบนึง ซึ่งเป็นแบบที่เรียบง่ายและไม่เป็นทางการมากนัก ส่วนมากตอนแต่งศัพท์จะง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เวอร์ๆ และเวลาอ่านจะมีจังหวะเพราะเหมือนเพลง

ตัวอย่างของกลอน ballad ก็เช่นกลอน My Happiness ในเอนทรีที่แล้ว แล้วเราก็เคยเขียนฉันทลักษณ์คร่าวๆ ของมันไว้ในเอนทรี "กลอนภาษาอังกฤษ ต่างกับกลอนภาษาไทยยังไง" ซึ่งตอนนั้นนอกจากจะบอกฉันทลักษณ์แล้ว ยังพูดถึง metre ด้วย จำกันได้มั้ยว่า metre คืออะไร จำไม่ได้เรามาทบทวนกัน Metre คือการเล่นจังหวะเสียง stress ของกลอนในภาษาอังกฤษ ซึ่งที่ใช้บ่อยๆ ก็มี iamb ซึ่งเป็นการเน้นเสียงแบบ เบา-หนัก เช่นคำว่า enGAGE ที่ออกเสียงหนักหรือ stress ตัวหลัง ซึ่ง ballad ของเรา ก็ใช้ iamb เหมือนกัน เราจะลองเขียนฉันทลักษณ์ที่ใช้โดยทั่วไป โดยใช้ 0 แทนคำเสียงเบา แล้วใช้ 1 แทนเสียงหนักนะ (คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นในเอนทรีก่อนๆ ป่ะ)

01010101
010101
01010101
010101

พูดง่ายๆ ก็คือ บรรทัดคี่มี iamb สี่ชุด ส่วนบรรทัดคู่มี iamb สามชุด แต่ ballad เป็นกลอนที่ชิวๆ เลยไม่ต้องเคร่งครัดมากเวลาแต่ ขอแค่บรรทัดคี่ stress สี่ครั้ง บรรทัดคู่ stress สามครั้ง แล้วฟังไม่เพี้ยนจากมาตรฐานจนเกินไปเป็นใช้ได้

กลอน ballad จะคล้องจองกันตรงบรรทัดที่ 2 กับ 4 แต่ถ้าขยันๆ จะคล้องจองบรรทัดที่ 1 กับ 3 ด้วยก็ได้

เราจะเอาตัวอย่างจากกลอนของเรามานะ (จริงๆ กลอนที่เราแต่งก็ ballad แทบทั้งนั้นแหละ) เป็นกลอนเกี่ยวกับธรรมชาติละกัน จะได้เข้ากะ theme ลองอ่านดูจะเห็นว่ามันไม่ตรงกับฉันทลักษณ์ซะทีเดียว แต่ก็อย่างที่บอก ballad มันชิวๆ ไม่ตรงเป๊ะก็ได้

We're in the hands that give us life
We're in the song of Nature
She breath into us, warm our blood
Of all lives, she's the mother

But now she's dying, her eyes burnt
With tears of pain and sadness
Her breath is filled with fatal toxins
Because of our madness

Polluting rivers of our spirit
With blindness of our greed
We rape her soul despite her cry
And soon we too will bleed

For she won't bear our acid daggers
She'll soon destroy us all
Unless we cleanse her soul, and ours
Before she lets us fall

และนี่ก็คือทั้งหมดที่เราอยากจะพูดเกี่ยวกับกลอนชนิดนี้ ฝาก ballad ไว้ใในอ้อมอกอ้อมใจพ่อแม่พี่น้องด้วยน้า (กลับโรงลิเกดีกว่านังโคลเวอร์)

ป.ล. เมื่อวานไปดูหนังเรื่องแฝดมา แย่มากๆ พล็อตก็อ่อน ผีก็ไม่น่ากลัวและไม่มีเสน่ห์ ไม่สมกับที่เป็นผี ใครไปดูเค้าโกรธจริงๆ ด้วย ถือว่าเตือนแล้วไม่ฟัง



Clover Krismayan
View full profile